การดันท่อ (Jacking)

ก่อนเริ่มงานดันท่อ แรกสุดจะต้องทราบถึงสภาพธรณี วิทยาของชั้นดิน ชั้นหิน ว่าตลอดแนวของท่อ มีสภาพเป็น อย่างไร มีปัญหาเรื่องน้ำใต้ดินหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อช่วยในการ วางแผนการใช้เครื่องจักร เครื่องมือให้เหมาะสมมากที่สุด เช่น ชนิดของหัวเจาะ หรือ ขนาดของแม่แรงไฮดลอลิค กล่าวคือ โดยทั่วไปในพื้นที่ กทม. ส่วนใหญ่เป็นการดันท่อ ในชั้นดินอ่อน (Soft Clay) ในระดับลึกไม่เกิน 15 เมตร ถ้าลึกว่านี้แต่ไม่เกิน 30 เมตร จะเป็นการดันในชั้นดินเหนียว แข็ง (Stiff Clay) ซึ่งมีเป็นส่วนน้อย แต่ถ้าในต่างจังหวัดจะ เป็นการดันในชั้นของดินทรายบ้าง ดินเหนียวบ้าง หรือ บางทีอาจจะต้องดันท่อในชั้นหินแข็ง

 

ในสมัยแรกของการดันท่อนั้น แนวของการดันท่อส่วน ใหญ่จะต้องเป็นแนวตรง และดันระยะสั้น แต่ปัจจุบันสามารถ ดันเป็นแนวโค้งได้ และระยะทางได้ยาวมากขึ้น ซึ่งอาจจำเป็น ต้องมีการติดตั้งแม่แรงเสริม (Intermediate Jacks) เป็น ระยะๆ และมีระบบหล่อลื่นช่วย โดยใช้น้ำเบนโทไนต์ หรือ สารโพลิเมอร์ เพือ่ลดแรงเสียดทานที่ผิวท่อ (Skin Friction) และแรงต้าน (End Bearing) ที่ปลายหัวเจาะ

 

แม่แรงไฮดรอลิค (Hydraulic Jacks)

แม่แรงไฮดรอลิคนี้จะถูกติดตั้งไว้ที่บ่อดัน (Driving Pit or Luanching Shaft) ดังนั้น บ่อดันจะต้องออกแบบให้มีขนาด กว้าง ยาว เพียงพอกับระยะความยาวของหัวเจาะและระยะ ช่วงการดัน (Stroke) ของแม่แรง แต่บางครั้งที่ระยะช่วง การดัน (Stroke) ของแม่แรงสั้นเกินไป จำเป็นจะต้องใช้ตัว ช่วย ที่เรียกว่า Spacer ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งท่อ โครงเหล็ก หรือ คอนกรีต และมีความยาวตามความเหมาะสมซึ่งส่วน ใหญ่จะมีความยาวท่อนละ 0.50 ถึง 1.00 เมตร